หลวงปู่ทวดวัดช้างให้

หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ หรือ หลวงพ่อทวด (luang pu thuat) ท่านเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่ได้รับการเคารพนับถืออย่างสูงของบุคคลทั้งหลาย ด้วยอภินิหารที่เป็นที่ประจักษ์ ตั้งแต่เมื่อท่านยังเป็นทารก จนกระทั่งเติบโตเรื่อยมามักมีสิ่งมหัศจรรย์ อภินิหารเกิดขึ้นจนทำให้มีผู้นับถือ เคารพ ศรัทธาท่านมากมายและด้วยพุทธคุณที่สูงยิ่งของท่านที่เป็นที่เรื่องลือช่วยให้แคล้วคลาด ปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ทวดจนถึงปัจจุบัน

หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เป็นอภินิหารที่เป็นกล่าวขาน เรื่องลือจนถึงปัจจุบันโดย ตำนานเหยียบน้ำทะเลจืด นี้มีหลายตำนานเล่าถึง บางตำนานได้กล่าวไว้ว่า มีโจรสลัดแล่นเรือมาและเห็น หลวงพ่อทวด เดินอยู่จึงลองดีเพราะเห็นว่าท่านแปลกกว่าคนทั่วไป จึงจับท่านขึ้นเรือและแล่นมาได้สักพักแต่อยู่ ๆ เรือก็ไม่แล่นต่อ ทำให้ต้องรอยเคว้งอยู่เป็นเวลาหลายวัน จนน้ำที่ใช้ดื่มหมดและขาดน้ำ ด้วยความสงสารหลวงพ่อทวดจึงเอาเท้าซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเลและน้ำบริเวณนั้นก็กลายเป็นน้ำจืด จากเหตุนี้พวกโจรจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงมากราบขอขมาและเชิญหลวงพ่อทวดขึ้นฝั่ง

บ้างก็ว่า หลวงพ่อทวด ได้ขออาศัยเรือสำเภาของพ่อค้าเพื่อเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงศรีฯ ในระหว่างเดินทางเกิดพายุโหมทำให้ต้องจอดเรือเทียบเกาะเป็นเวลาหลายวันจนน้ำดื่มหมด จนเกิดความเดือดร้อนและต่างคิดกันว่าเหตุการณ์นี้ช่างแปลกประหลาดและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เลยคิดกันไปว่าอาจเป็นเพราะรับพระสงฆ์รูปนี้ขึ้นเรือเป็นแน่ จึงได้วางแผนจะปล่อยหลวงพ่อทวดไว้ที่เกาะแห่งนั้น

วัดพะโคะ
วัดพะโคะ จ.สงขลา

หลวงพ่อทวด จึงได้แสดงอภินิหาร โดยเอาเท้าซ้ายจุ่มน้ำทะเลและบอกให้คนเรือตักขึ้นมาชิมพบว่าจากน้ำทะเลเค็มกลับกลายเป็นน้ำจืด พ่อค้าเจ้าของเรือเมื่อใดเห็น เช่นนั้น จึงรับตัวท่านขึ้นเรือพร้อมกราบขอขมาและเดินทางต่อเพื่อไปกรุงศรีอยุธยา และยังมีอีกหลายตำนานที่เล่าเหมือนกัน แต่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย ซึ่งที่กล่าวตรงกันทั้งหมด คือ หลวงปูทวด ใช้เท้าซ้ายจุ่มลงไปในน้ำทะเล

หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ เหยียบน้ำทะเลจืด
ภาพคล้าย หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

ประวัติหลวงปู่ทวด

ประวัติหลวงปู่ทวด ตามที่กล่าวกันมาเกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2125 (ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัด) ที่ตำบลดีหลวง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา (แถววัดต้นเลียบในปัจจุบัน)  มีนามว่าเด็กชายปู หรือ ปู่ เป็นบุตรของนายหูและนางจันทร์ ซึ่งเป็นทาสในเรือนเบี้ยของเศรษฐีปาน ขณะเมื่อท่านเกิดมีเหตุอัศจรรย์เกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าแผ่นดินสะเทือน ดั่งเสมือนเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด โดยเมื่อกำเนิดก็มีการตัดสายสะดือ ซึ่งบิดาได้นำสายสะดือนั้นมาฝังไว้ที่บริเวณโคนต้นเลียบ และซึ่งในปัจจุบันก็ คือ สถานที่ตั้งของสำนักสงฆ์ต้นเลียบ และหลังจากนั้นก็มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นกับท่านและครอบครัวอยู่เรื่อย ๆ เช่น ในช่วงฤดูเกี่ยวข้าว บิดาและมารดาต้องออกไปเกี่ยวข้าวที่ทุ่งนาซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร จึงนำท่านมาที่นาด้วยโดยผูกเปลผ้าไว้กับต้นมะเม่าสองต้น เพื่อให้ท่านอยู่ภายในเปล ซึ่งบิดามารดาก็เกี่ยวข้าวอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น แต่บริเวณทุ่งนานั้นมีดงตาลและมะเม่าจำนวนมากทั้งยังมีสัตว์ชุกชุมอีกด้วย (เรียกบริเวณนั้นว่า “ทุ่งเม่า” ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักสงฆ์ชื่อ “นาเปล”) พอถึงเวลาที่มารดาต้องให้นมซึ่งระหว่างที่เดินมาที่เปลนั้นนางจันทร์ผู้เป็นมารดาได้สังเกตเห็นงูจงอางตัวใหญ่ (ชาวใต้เรียกว่า งูบองหลา) พันอยู่บริเวณเปลจึงตกใจและร้องเรียกให้นายหูผู้เป็นสามีมาช่วยไล่งู แต่งูไม่ยอมไปไหน ทั้งคู่จึงได้ตั้งสัตยาอธิฐานว่า ขออย่าให้งูนั้นทำร้ายลูกน้อยเลย ไม่นานงูนั้นก็เลื้อยหายเข้าไปในป่านางจันทร์จึงรีบไปดูลูกน้อยพบว่าลูกนั้นนอนหลับอยู่ และพบว่ามีเมือกแก้วขนาดใหญ่ที่งูจงอางคลายไว้อยู่บนตัว เด็กชาย(ต่อมาเมือกดังกล่าวได้แข็งเป็นลูกแก้วซึ่งในปัจจุบันลูกแก้วนี้ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพะโคะ) และเมื่อเศรษฐีปานทราบเข้าก็เกิดความอยากได้ลูกแก้วนั้นมาครอบครอง จึงได้บังคับขู่เข็ญนำลูกแก้วนั้นมาจากนายหูและนางจันทร์ เมื่อได้ครอบครองสมใจก็เกิดเหตุเภทภัยในครอบครัว ทั้งเจ็บไข้ได้ป่วย รวมถึงฐานะตกต่ำลง เศรษฐีปานจึงได้ตัดสินใจน้ำลูกแก้วนั้นมาคืนและขอขมาเด็กชาย และยกหนี้สินให้นายหูและนางจันทร์ทั้งสองจึงหลุดพ้นจากการเป็นทาส และมีฐานะดีขึ้น ส่วนเศรษฐีนั้นครอบครัวและฐานะก็กลับมาดีดั่งเดิม

จนเมื่อเด็กชาย อายุได้ 7 ขวบปี บิดามารดาจึงพาท่านไปเป็นศิษย์วัด เพื่อให้ท่านได้เรียนหนังสือที่วัดกุฎีหลวงหรือวัดดีหลวงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้าน ซึ่งท่านเจ้าอาวาสนั้นก็มีศักดิ์เป็นลุงของท่าน คือท่านสมภารจวง ในขณะที่เด็กชายเล่าเรียนนั้นก็เป็นเด็กที่ฉลาดเรียนเก่ง สามารถเรียนรู้ภาษาขอมและภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว จนเมื่อราวอายุได้ 14 ปี ท่านจึงได้บวชเป็นสามเณรซึ่งในช่วงนี้เองที่บิดานำลูกแก้วมาถวายคืนให้แก่ท่าน แลด้วยความที่เป็นคนใฝ่เรียนรู้ ท่านสมภารจวงจึงได้นำท่านไปฝากเรียนมูลบทบรรพกิจหรือเรียนนักธรรม โดยนำไปฝากไว้กับสมเด็จพระชินเสน ซึ่งเป็นพระเถระชั้นสูงที่มาจากกรุงศรีอยุธยา และยังเป็นเจ้าอาวาสวัดสีคูยังหรือในปัจจุบัน คือ วัดสีหยัง เมื่อท่านเรียนจบจากวัดสีคูยังก็ได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อ ที่เมืองนครศรีธรรมราชเพื่อเรียนสูงขึ้น โดยมาพำนักอยู่ที่วัดเสมาเมืองซึ่งเป็นสำนักเรียน และมีสมเด็จพระมหาปิยะทัสสีเป็นเจ้าอาวาส เมื่อเล่าเรียนเรื่อยมาจนครบอายุกาลอุปสมบทท่านก็ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์และตั้งฉายาว่า สามีราโม หรือ สามีราม แลยังเล่าเรียนวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ จนเป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้ทรงอภิญญา และได้แสดงปาฎิหาริย์หลายต่อหลายครั้งจนเป็นที่ประจักษ์ จนท่านได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิดโดยอยู่จำพรรษาที่วัดพะโคะหรือในปัจจุบันคือวัดราชประดิษฐาน ที่ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา จนท่านได้เป็นเจ้าอาวาส ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า สมเด็จพะโคะ ต่อมาท่านก็ได้เดินธุดงค์ไปยังเขตเมืองไทรบุรี โดยผู้คนที่นั้นเรียกท่านว่า ท่านลัง จนกระทั่งท่านถูกเจ้าเมืองไทรบุรี เชิญให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดช้างให้ ท่านก็เดินทางธุดงค์ไปมาระหว่างวัดช้างให้และเมืองไทรบุรี

ทั้งนี้ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จาก “สมเด็จพระเอกาทศรศ” ในราชทินนาม “สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ เจ้าคณะลังกาชาด” และในท้ายสุดก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้สั่งเสียกับลูกศิษย์ไว้ว่า หากท่านมรณภาพให้นำสรีระของท่านไปทำการฌาปณกิจที่ วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี

วัดช้างให้ ปัตตานี
วัดช้างให้ ปัตตานี

อภินิหาร หลวงปู่ทวด พุทธคุณ

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระหลวงปู่ทวด นั้นมีพุทธครอบจักรวาล  อีกทั้งยังเด่นในเรื่องพุทธคุณแคล้วคลาด คุ้มครองป้องกันนานาประการ ตลอดถึงคงกระพัน อาวุธ และเขี้ยวงา หากผู้ใดมีไว้บูชาก็จะมงคลแก่ชีวิต แคล้วคลาดปลอดภัย จนมีคำกล่าวที่ว่า “แขวนพระหลวงปู่ทวดแล้วไม่ตายโหง” ซึ่งคำกล่าวนี้พระอาจารย์ทิม ได้กล่าวไว้เมื่อครั้งที่ท่านเป็น เจ้าอาวาสวัดช้างให้ โดยตั้งแต่อดีตจนมาปัจจุบันคำกล่าวนี้มิได้เกินจริง เพราะมีผู้ที่บูชาพระหลวงปู่ทวดมากมายออกมาบอกเล่าประสบการณ์ เหตุการณ์สุดอันตรายต่าง ๆ ที่แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ อภินิหารและอานุภาพแห่งพระหลวงปู่ทวดแล้วว่าแคล้วคลาดปลอดภัย อันตรายไม่กล้ำกลาย เช่น พระโชติ พระที่กำลังจะบวชใหม่วัดไชยมงคล อุตรดิตถ์ ที่พกเหรียญหลวงปู่ทวดติดตัว ถูกกลุ่มวัยรุ่นหวังชิงทรัพย์แต่ถูกทำร้ายเอามีดมาฟัน และแทงแต่ไม่เข้า จึงตกใจและรีบหนีไป หรืออีกเหตุการณ์เฉียดตายของคุณสุเทพ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง เป็นเหตุการณ์ที่ต้องไปร้องเพลงกล่อมขวัญทหารที่ หนองคาย โดยระหว่างที่ขึ้นไปร้องเพลง ได้มีทหารกลุ่มฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธปืนยิงขึ้นมาบนเวที แต่กระสุนเฉียดไปโดนผู้หญิงที่อยู่อีกด้านจนเสียชีวิต ซึ่งครั้งนั้นเขาได้แขวนหลวงปู่ทวดและเชื่อว่าเพราะพุทธคุณของหลวงปู่ทอดทำให้รอดชีวิต และยังมีอีกหลายเรื่องราวที่เล่ากันมาเกี่ยวกับ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระหลวงปู่ทวด

พระเครื่องหลวงปู่ทวด

พระเครื่องหลวงปู่ทวด และวัตถุมลคลต่าง ๆ ของท่านตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันเป็นที่นิยมสะสม เช่าบูชาอย่างมากซึ่ง พระหลวงปู่ทวด นั้นมีมากมายหลายพิมพ์ หลายรุ่น หายเนื้อ หลายปีและอีกหลายวัดที่ได้สร้าง ปลุกเสกขึ้นด้วยความเคารพ นับถือ และศรัทธา โดยพระเครื่องรุ่นแรกที่มีการจัดสร้างนั้นจะเป็นการจัดสร้างโดยพระอาจารย์ทิม หรือพระครูวิสัยโสภณ คือ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี2497 ซึ่งมีการจัดสร้างออกมาหลายพิมพ์ หลังจากนั้นก็มีพระเครื่อง วัตถุมงคลจัดสร้างออกมาเรื่อย ๆ เช่น เหรียญเสมาหลวงพ่อทวดรุ่นแรก เหรียญรูปไข่หลวงพ่อทวดรุ่นสอง เหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นสามซึ่งก็มีหลายพิมพ์ หลายเนื้อ นอกจากนี้ยังมีเหรียญหลวงปู่ทวด รูปไข่รุ่นสี่ พระหลวงพ่อทวดหลังเตารีด เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ ปี2508 เหรียญเม็ดแตง และ ยังมีอีกมายมากหลายรุ่น

รุ่นที่เป็นที่นิยมสะสม ตามหาจะเป็นรุ่นที่จัดสร้างในปี 2497-2511 ซึ่งจัดสร้างโดยพระอาจารย์ทิมเพราะด้วยการจัดสร้างที่ชัดเจนในรายละเอียดต่าง ๆ และอายุของพระเครื่องก็เป็นอีกหนึ่งสิ่ง แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน พิมพ์ไหนก็ตามหากผู้บูชามีจิตนับถือ เคารพ ศรัทธา ยึดมั่นศีลธรรมด้วยพุทธคุณของหลวงปู่ทวดนั้นก็จะคุ้มครองผู้นั้นเสมอ และมั่นสวดมนตร์พระ คาถาบูชาหลวงปู่ทวด สม่ำเสมอ

คาถาหลวงปู่ทวด แคล้วคลาด
คาถาหลวงปู่ทวด

คาถาหลวงปู่ทวด แคล้วคลาด

คาถาหลวงปู่ทวด เป็นทางเมตตาหมานิยม มีอานุภาพ มีคุณอภินิหาร คุ้มครองป้องกันนานาประการ ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้ง โดยผู้สวดบูชาจะขอให้บุญบารมีแห่งหลวงปู่ทวดนั้นคุ้มครองในยามเดินทาง ป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ

ในการ บูชาหลวงปู่ทวด นั้นให้จุดธูปแขก 9 ดอก มะลิขาว 9 ดอก หรือสงบจิตบริกรรมพระคาถาและตั้งจิตระลึกถึงหลวงปู่ทวด แล้วกล่าวสวดภาวนาโดยว่านะโม 3 จบ แล้วตามด้วยคาถาบูชาหลวงปู่ทวด 3 จบ ดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด 3 จบ)

นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา (สวด 3 จบ)

คำแปล ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่เจ้าประคุณสมเด็จหลวงปู่ทวด ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มีโชคซึ่งเข้ามาสถิตอยู่ในตัวของข้าพเจ้า

**ทั้งนี้หากบทความ หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ เนื้อหามีข้อผิดพลาดประการต้องขออภัยมา ณ ที่นี้**